ประกันภัยทรัพย์สินแบบความเสี่ยงทุกชนิด

 (Property All Risks Insurance / IAR)

ปกป้องทรัพย์สิน อาคาร และธุรกิจของคุณอย่างครอบคลุม

หากคุณเป็นเจ้าของคอนโด โรงงาน หรืออาคารเชิงพาณิชย์ การทำประกันทรัพย์สินแบบครอบคลุมถือเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม ประกันภัยแบบทุกความเสี่ยง หรือ Industrial All Risk (IAR) คือคำตอบสำหรับผู้ที่ต้องการความคุ้มครองรอบด้านจากเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน

ประกันภัยทรัพย์สินแบบความเสี่ยงทุกชนิด

(Property All Risks Insurance หรือ IAR: Industrial All Risks)

คือ รูปแบบของประกันภัยที่ให้ความคุ้มครองต่อความเสียหาย หรือการสูญเสียของทรัพย์สินทุกประเภทที่ใช้ในกิจการ ไม่ว่าจะเป็นอาคาร เครื่องจักร สินค้าคงคลัง หรืออุปกรณ์สำนักงาน จากเหตุการณ์ต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่คาดคิด เว้นแต่เหตุการณ์นั้นจะถูกระบุไว้เป็นข้อยกเว้นในกรมธรรม์โดยชัดเจน


ประกันประเภทนี้ต่างจากประกันภัยทรัพย์สินแบบระบุภัย (Named Perils) ตรงที่ไม่จำกัดความคุ้มครองเฉพาะเหตุที่ระบุไว้เท่านั้น แต่จะ ครอบคลุมทุกความเสี่ยง ที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สิน โดยถือว่าผู้เอาประกันไม่จำเป็นต้องคาดการณ์ล่วงหน้าว่าอาจเกิดภัยอะไรบ้าง


กล่าวง่ายๆ คือ หากเหตุการณ์ที่ทำให้ทรัพย์สินเสียหาย ไม่ได้ถูกระบุว่าเป็นข้อยกเว้น ในกรมธรรม์ ความเสียหายนั้นจะอยู่ภายใต้ความคุ้มครองโดยอัตโนมัติ


ประกันภัยประเภทนี้จึงเหมาะสำหรับธุรกิจที่มีความเสี่ยงหลากหลาย เช่น โรงงานอุตสาหกรรม คลังสินค้า สำนักงาน หรือธุรกิจที่มีสินค้าคงคลังและเครื่องจักรมูลค่าสูง ซึ่งต้องการการคุ้มครองที่ครอบคลุมและยืดหยุ่นสูงสุด.

ความคุ้มครองหลัก (Main Coverage):

1. ไฟไหม้, ฟ้าผ่า และการระเบิด

คุ้มครองความเสียหายจากเพลิงไหม้ ฟ้าผ่า และการระเบิดของถังแรงดันหรือหม้อน้ำ

2. น้ำท่วม และน้ำรั่วซึมจากท่อ

คุ้มครองทรัพย์สินที่เสียหายจากน้ำภายนอก หรือน้ำจากท่อประปาแตกภายในอาคาร

3. ลมพายุ, แผ่นดินไหว และภัยธรรมชาติอื่น ๆ

เช่น พายุฝน ลูกเห็บ ดินถล่ม หรือดินทรุด

4. รถชนอาคาร หรือวัตถุตกใส่ทรัพย์สิน

เช่น รถยนต์พุ่งชน เครนล้ม หรือเครื่องบินตกใส่อาคาร

5. ️‍️ โจรกรรม (ที่มีร่องรอยงัดแงะ)

ความเสียหายหรือสูญหายของทรัพย์สินจากการบุกรุกโดยใช้กำลัง

6. ไฟฟ้าลัดวงจร หรือไฟกระชาก

คุ้มครองความเสียหายที่เกิดจากระบบไฟฟ้าขัดข้อง หรือไฟตกไฟเกิน

7. ความเสียหายต่อเครื่องจักรและอุปกรณ์สำนักงาน

เช่น เครื่องจักรเสียหายจากเหตุการณ์ฉุกเฉิน หรือระบบควบคุมทำงานผิดปกติ

8. ความเสียหายจากการดับเพลิงหรือช่วยเหลือฉุกเฉิน

เช่น การพังประตูเพื่อช่วยเหลือ หรือการฉีดน้ำดับเพลิงที่ทำให้ทรัพย์สินเสียหาย


**กรมธรรม์ประเภทนี้ ครอบคลุมความเสียหายทั้งหมด เว้นแต่ข้อยกเว้นที่ระบุไว้ชัดเจน

ข้อยกเว้นทั่วไป (General Exclusions)

1. ️ สงคราม การก่อการร้าย หรือการจลาจล

ไม่คุ้มครองความเสียหายที่เกิดจากเหตุการณ์รุนแรง เช่น สงครามกลางเมือง การปฏิวัติ หรือการก่อการร้าย

2. การเสื่อมสภาพตามอายุการใช้งาน (Wear & Tear)

ไม่คุ้มครองความเสียหายที่เกิดจากการใช้งานตามปกติ การสึกหรอ หรือการเสื่อมคุณภาพของวัสดุ

3. ️ ปรมาณู รังสี หรือพลังงานนิวเคลียร์

ไม่ครอบคลุมความเสียหายจากสารกัมมันตรังสีหรือกระบวนการนิวเคลียร์ทุกชนิด

4. การกระทำโดยเจตนาของผู้เอาประกันภัย

หากพิสูจน์ได้ว่าผู้เอาประกัน หรือผู้ได้รับผลประโยชน์เป็นผู้จงใจทำให้เกิดเหตุเสียหาย จะไม่ได้รับความคุ้มครอง

5. ความเสียหายจากไวรัสคอมพิวเตอร์ หรือข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์

ไม่คุ้มครองความเสียหายที่เกี่ยวกับระบบคอมพิวเตอร์, โปรแกรม, ข้อมูลสูญหาย, หรือการแฮ็กระบบ

6. การสูญหายที่ไม่มีร่องรอย หรือไม่ทราบสาเหตุ

เช่น ทรัพย์สินหายไปโดยไม่มีร่องรอยการงัดแงะ หรือไม่สามารถระบุสาเหตุได้ชัดเจน

7. การปนเปื้อนจากสารเคมี หรือมลภาวะที่ไม่ได้เกิดจากอุบัติเหตุ

เช่น การรั่วไหลสะสมของสารเคมีที่ไม่ได้เกิดจากเหตุการณ์เฉียบพลัน

ทรัพย์สินที่สามารถเอาประกันได้

1. อาคารและสิ่งปลูกสร้างถาวร

เช่น อาคารสำนักงาน, โรงงาน, คลังสินค้า, อาคารพาณิชย์, ห้างสรรพสินค้า

2. เครื่องจักร และอุปกรณ์การผลิต

เครื่องกล โรงงานอุตสาหกรรม เครื่องจักรกลหนัก และเครื่องใช้เฉพาะทางในสายงานผลิต

3. สินค้าในสต๊อก (Stock)

วัตถุดิบ ผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป หรือสินค้าเพื่อขายที่เก็บในคลังสินค้า

4. อุปกรณ์สำนักงาน และเฟอร์นิเจอร์

โต๊ะทำงาน, เก้าอี้, ตู้เอกสาร, เครื่องถ่ายเอกสาร, โทรศัพท์สำนักงาน ฯลฯ

5. คอมพิวเตอร์และระบบ IT

รวมถึง Server, ระบบ POS (Point of Sale), ระบบกล้องวงจรปิด (CCTV)

6. ทรัพย์สินเคลื่อนที่ภายในพื้นที่เอาประกันภัย

เช่น รถเข็นในโรงงาน เครื่องมือช่างแบบเคลื่อนย้ายได้ ที่ไม่ได้วิ่งบนถนนสาธารณะ

7. ทรัพย์สินตกแต่งภายใน

เช่น ระบบไฟส่องสว่าง ผนังเบา ระบบปรับอากาศ built-in decoration ฯลฯ

8. ระบบควบคุมอัตโนมัติและอุปกรณ์ไฟฟ้า

เช่น ระบบควบคุมอุณหภูมิ, ระบบรักษาความปลอดภัย, ไฟฟ้าฉุกเฉิน, UPS

เอกสารที่ใช้ในการทำประกัน

1. แบบฟอร์มเสนอขอเอาประกันภัย (Proposal Form)

ระบุรายละเอียดของทรัพย์สิน, ประเภทธุรกิจ, สถานที่ตั้ง และความคุ้มครองที่ต้องการ

2. รายการทรัพย์สินพร้อมมูลค่า (Asset List with Sum Insured)

แยกประเภท เช่น อาคาร เครื่องจักร สินค้า เฟอร์นิเจอร์ พร้อมระบุมูลค่าทดแทนแต่ละรายการ

3. แผนผังสถานที่ตั้ง (Site Plan / Location Map)

ใช้ประกอบการประเมินความเสี่ยง เช่น รูปแบบอาคาร, ระบบความปลอดภัย, จุดเสี่ยง

4. รูปถ่ายสถานที่และทรัพย์สิน (Photos)

ภาพภายนอก/ภายในของสถานที่เอาประกัน รวมถึงเครื่องจักรหรือทรัพย์สินมูลค่าสูง

5. เอกสารจดทะเบียนนิติบุคคล/ใบทะเบียนพาณิชย์

เช่น หนังสือรับรองบริษัท, ภ.พ.20 หรือใบทะเบียนพาณิชย์ (สำหรับบุคคลธรรมดา)

6. ข้อมูลระบบความปลอดภัยในสถานที่

เช่น การติดตั้งสปริงเกลอร์, ถังดับเพลิง, ระบบเตือนภัย, CCTV

7. ประวัติการเอาประกันหรือการเคลม (ถ้ามี)

ช่วยให้บริษัทประกันประเมินความเสี่ยงและเสนอเบี้ยได้แม่นยำยิ่งขึ้น

8. ️ สำเนาบัตรประชาชน/หนังสือมอบอำนาจ (กรณีมีผู้ดำเนินการแทน)

ใช้ประกอบการลงนามในกรณีที่ผู้ขอเอาประกันไม่ได้ดำเนินการด้วยตนเอง


**หมายเหตุ: บริษัทประกันบางแห่งอาจขอเอกสารเพิ่มเติม เช่น รายงานการประเมินความเสี่ยง (Risk Survey Report) ในกรณีที่วงเงินสูง หรือทรัพย์สินมีลักษณะเฉพาะ

เหมาะกับธุรกิจประเภทใด?

1. โรงงานอุตสาหกรรม

ธุรกิจที่มีเครื่องจักร สายการผลิต และสต๊อกสินค้าจำนวนมาก เช่น โรงงานผลิตอาหาร พลาสติก อิเล็กทรอนิกส์ ฯลฯ

2. คลังสินค้าและศูนย์กระจายสินค้า (Logistics/Warehouse)

มีสินค้าเก็บไว้ในปริมาณมาก และมีความเสี่ยงต่อไฟไหม้ น้ำท่วม หรือการโจรกรรม

3. อาคารสำนักงานและอาคารพาณิชย์

เพื่อคุ้มครองตัวอาคาร เฟอร์นิเจอร์ อุปกรณ์สำนักงาน และระบบ IT

4. ร้านค้าปลีก โชว์รูม และห้างสรรพสินค้า

โดยเฉพาะธุรกิจที่มีสินค้าบนชั้นวางและตกแต่งภายในที่มีมูลค่าสูง

5. โครงการอสังหาริมทรัพย์และงานก่อสร้าง

คุ้มครองอาคารที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง หรือโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์

6. โรงพยาบาล คลินิก และศูนย์บริการสุขภาพ

เพื่อคุ้มครองอาคาร เครื่องมือแพทย์ และระบบไฟฟ้าที่มีความสำคัญสูง

7. โรงแรม รีสอร์ต และที่พักตากอากาศ

คุ้มครองทั้งอาคาร เฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้ และระบบให้บริการลูกค้า

8. สถาบันการศึกษา โรงเรียน หรือมหาวิทยาลัยเอกชน

เพื่อคุ้มครองทรัพย์สินภายในอาคารเรียน ห้องแลป ห้องคอมพิวเตอร์

วิธีประเมินเบี้ยประกัน (How Insurance Premium is Calculated)

เบี้ยประกันภัยสำหรับกรมธรรม์ประเภท All Risks จะไม่เป็น ราคาตายตัว แต่จะขึ้นอยู่กับปัจจัยเฉพาะของธุรกิจนั้น ๆ โดยมีองค์ประกอบหลักดังนี้:


1. มูลค่าทรัพย์สินทั้งหมดที่เอาประกัน (Sum Insured)

o รวมมูลค่าของอาคาร เครื่องจักร สินค้า เฟอร์นิเจอร์ และระบบต่าง ๆ

o ควรใช้ ราคาทดแทนใหม่ (Reinstatement Value) ไม่ใช่ราคาตลาด

2. ประเภทของทรัพย์สินและลักษณะกิจการ

o โรงงานพลาสติกมีความเสี่ยงสูงกว่าอาคารสำนักงาน

o ธุรกิจที่ใช้สารเคมี หรือไฟฟ้าแรงสูงอาจถูกจัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงพิเศษ

3. มาตรการป้องกันความเสี่ยงที่มีในสถานที่

o เช่น ถังดับเพลิง, สปริงเกลอร์, ระบบแจ้งเตือนไฟไหม้, CCTV

o สถานที่ที่มีการจัดการความเสี่ยงดี จะได้รับอัตราเบี้ยที่ต่ำกว่า

4. ที่ตั้งของทรัพย์สิน

o พื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมหรือใกล้เขตชุมชนหนาแน่นอาจมีอัตราสูงกว่า

o พื้นที่นิคมอุตสาหกรรมมักมีมาตรฐานความปลอดภัยสูง จึงได้อัตราที่ดีกว่า

5. ประวัติการเคลมที่ผ่านมา (Claims History)

o ถ้ามีเคลมบ่อยหรือมูลค่าสูง อาจถูกคิดเบี้ยเพิ่ม

o หากไม่มีประวัติเคลม อาจขอส่วนลด No Claim Discount ได้

6. ผลการตรวจสอบความเสี่ยง (Risk Survey) (กรณีวงเงินสูง)

o บริษัทประกันอาจส่งวิศวกรหรือตัวแทนเข้าประเมินสถานที่จริง

o รายงานนี้จะมีผลต่ออัตราเบี้ยและเงื่อนไขความคุ้มครอง

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
เปรียบเทียบสินค้า
0/4
ลบทั้งหมด
เปรียบเทียบ
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy